วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สถิติเด็กติดเกม

สถิติการติดเกมส์จากผลสํารวจของเอแบคโพลล์
      ผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ เรื่อง การเล่นเกมคอมพิวเตอร์และเกมออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตในกลุ่มเยาวชน : กรณีศึกษาเยาวชนตั้งแต่อายุ 10-24 ปี ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล” จำนวน 1,441 ตัวอย่าง จำแนกตามกลุ่มอายุระหว่าง 10-15 ปี16-20 ปี และ 21-24 ปี ภายใต้ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8-25 ก.ค. 50 พบว่า ร้อยละ 93.5 ระบุเคยเล่นเกมและร้อยละ 6.5 ไม่เคยเล่นเกม โดยชนิดเกมที่ชอบเล่นมากที่สุด คือ ร้อยละ 53.1 เป็นเกมต่อสู้ รองลงมาร้อยละ 27.9 เล่นเกมแฟนตาซีผจญภัย และร้อยละ 23.4 เล่นเกมแข่งกีฬา ส่วนเหตุผลในการเล่นเกมนั้น ร้อยละ 97.8 ระบุเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ร้อยละ 91.7 ระบุเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหรือเรียนและร้อยละ 83.4 ระบุเพื่อพัฒนาทักษะทางคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่มองว่า ปัญหาเด็กติดเกม เป็นปัญหาส่วนตัว ร้อยละ 32.8 เป็นปัญหาสังคม ร้อยละ 25.7 และเป็นปัญหาครอบครัว ร้อยละ 15.5






ที่มา   https://sites.google.com/site/nipath34/sthiti-kar-tid-kems
https://www.google.co.th/search?q=สถิติการติดเกม&espv=2&biw=
เข้าถึงเมื่อ 7 มิถุนายน 2558

สาเหตุการติดเกม

        
สาเหตุการติดเกมออนไลน์  มีด้วยกันหลายสาเหตุ แต่หลักๆ ก็มาจากเนื้อหาของเกม ความสนุกของตัวเกม อีกทั้งผู้เล่นต้องแข่งขันกันให้ได้ขึ้นสู่ระดับของเกมชั้นสูงๆ ขึ้น จึงทำให้ผู้เล่นต้องแข่งขันและใช้เวลาไปอย่างมาก บางครั้งเล่นอยู่หน้าจอทั้งวันทั้งคืน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กมีเวลาว่างมากเกินไป และไม่รู้จะไปทำอะไร นอกจากนี้การเล่นเกมออนไลน์ยังได้เพื่อนกลุ่มใหม่ จนที่สุดก็ติดเกมออนไลน์ ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กหมกมุ่นกับเกมมากเกินไป ไม่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์กับครอบครัวหรือสังคม โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีวุฒิภาวะพอหรือขาดการดูแลเอาใจใส่จะสร้างปัญหาสังคมด้วยการลักเล็กขโมยน้อยไปจนถึงการฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สิน เพื่อจะหาเงินไปเล่นเกมออนไลน์ และมีไม่น้อยที่ก้าวเลยเถิดเข้าไปสู่เส้นทางอาชญากรรมแบบน่าเสียดายอนาคต
         นอกจากนี้เด็กที่เข้าไปเล่นเกมออนไลน์อาจนำพฤติกรรมความรุนแรงจากเกมมาใช้ในชีวิตจริง เพราะขาดความยับยั้งชั่งใจ หรือบางส่วนก็ไม่สามารถแยกแยะโลกความเป็นจริงกับโลกในเกมออนไลน์ได้ นับเป็นเรื่องอันตรายมาก และเคยเกิดขึ้นเป็นข่าวมาแล้ว อีกทั้งปัญหาสภาพแวดล้อมที่เด็กเข้าไปใช้บริการเกมออนไลน์ ซึ่งก็คือร้านเกมทั่วๆ ไปนั้น แม้จะมีกฎหมายบังคับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของร้านว่าจัดการร้านได้ดีแค่ไหน มีการสอดส่องดูแลร้านและเด็กที่เข้ามาเล่นเกมดีเพียงพอหรือไม่ เพราะจำนวนไม่น้อยที่ร้านกลายเป็นแหล่งซ่องสุม มีทั้งยาเสพติดและสุราบุหรี่ จนเป็นสถานที่ทำลายเด็กและเยาวชนของประเทศไปโดยปริยาย ส่งผลให้ต้องสูญเสียทรัพยาบุคคลที่ควรมีประสิทธิภาพในอนาคตของประเทศไปอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น
         จากสถิติของสถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข เก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนกลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคน ทั่วประเทศ เมื่อปี 2556 พบว่า มีเด็กติดเกม 15% เล่นเกมออนไลน์ ไลน์ เฟซบุ๊ก 15% และเมื่อเปรียบเทียบกับสถิติจำนวนเยาวชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน 18 ล้านคน ทำให้ทราบว่า มีเด็กไทยติดเกมแล้วมากกว่า 2.7 ล้านคน เป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับพฤติกรรมก็จะก้าวร้าวถึงขั้นทำร้ายพ่อแม่ผู้ปกครอง พยายามฆ่าตัวตายเมื่อถูกห้ามไม่ให้เล่นเกม หนีเรียนเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อเล่นเกม ไม่นอนในเวลากลางคืน การเรียนตกต่ำ อารมณ์แปรปรวนง่าย ดังนั้นปัญหาเยาวชนติดเกมออนไลน์ควรถึงเวลาที่ผู้ใหญ่และครอบครัว รวมทั้งหน่วยงานเกี่ยวข้อง ต้องเข้ามา จัดระเบียบและเปิดโลกใหม่คืนความสุขให้เด็กไทยในหนทาง ที่ถูกต้องเหมาะสม


ที่มา http://www.thaihealth.or.th/Content/24831
เข้าถึงเมื่อ 7 มิถุนายน 2558

การสังเกตและช่วยเหลือเด็กติดเกม


วิธีการสังเกตพฤติกรรมการติดเกม
  1. หมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมมากเกินไป ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้เล่นในเวลาที่กำหนด
  2. ใช้เวลาในการเล่นนานขึ้นเรื่อยๆ
  3. เมื่อถูกบังคับให้หยุดเล่น จะมีพฤติกรรมต่อต้าน
  4. ส่งผลต่อหน้าที่ ความรับผิดชอบ การเรียน / ทำงาน
  5. แยกตัวออกจากสังคม ไม่ค่อยทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว
วิธีช่วยเหลือเด็กติดเกม
  1. ผู้ช่วยเหลือควรจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กก่อนเริ่มการปรับพฤติกรรม
  2. วิธีที่ดีที่สุด คือ การตกลงกติกากันให้ชัดเจนก่อนอนุญาตให้เด็กเล่นเกม
  3. ควรเอาจริงเอาจังกับข้อตกลงหรือกติกาที่ได้ตั้งไว้
  4. สร้างแรงจูงใจในการเลิกให้กับเด็ก เช่น หากกำลังปรับลดชั่วโมงการเล่นเกม ก็ควรหากิจกรรมที่น่าสนใจมาทดแทนการเล่นเกมทันที  และถ้าเด็กทำได้ก็ควรชม /ให้กำลังใจ หรือให้รางวัล
  5. ค่อยๆปรับพฤติกรรมทีละน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่สม่ำเสมอ
  6. หากมีข้อสงสัยควรขอคำแนะนำจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือศึกษาเพิ่มเติมจาก Website เช่น http://www.healthygamer.net/
  7. ปัญหาเด็กติดเกมนั้นสามารถป้องกันและแก้ไขได้ซึ่งผู้ปกครองต้องใช้ความเข้าใจและความอดทน โดยไม่ว่าเด็กจะใช้เทคโนโลยีอะไรก็ควรให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากเทคโนโลยีจะมีประโยชน์แล้ว หากใช้ไม่เหมาะสม ก็ให้โทษได้เช่นกัน
ที่มา  http://www.it24hrs.com/2014/problem-of-game/
เข้าถึงเมื่อ 7 มิถุนายน 2558

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข้อเสียของการติดเกม


ต่อตนเอง
  • ร่างกาย : ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดหัว อ่อนเพลีย
  • พัฒนาการ(ในเด็ก) : พัฒนาการที่ดีนั้นต้องอาศัยปัจจัยกระตุ้นหรือปัจจัยส่งเสริมในหลายๆ ด้าน เช่น โภชนาการ การเล่น การมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การออกกำลังกาย โดยที่การเล่นเกมแต่เพียงอย่างเดียวจะทำให้ได้สิ่งเหล่านี้ไม่ครบและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการของเด็กได้
  • จิตใจ: ในเด็กอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบขึ้นได้ และอาจมีอารมณ์หงุดหงิด มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หรือไม่พอใจหากไม่ได้เล่นเกมตามที่ตนต้องการ
ต่อครอบครัว : อาจก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว การปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวลดน้อยลงทำให้เกิดความเหินห่าง
ต่อสังคม  : ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการทำงาน
    ส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันปัญหาเด็กติดเกม คือ การตั้งกติกาก่อนเล่นเกมครั้งแรก คือ ก่อนที่จะซื้อเกมหรืออนุญาตให้เด็กเล่นเกมครั้งแรก ควรตั้งกติกากันก่อนว่าจะให้เล่นได้กี่ชั่วโมง หรือ จะให้เล่นได้เฉพาะในวันไหนบ้าง เพราะการมาตั้งกติกากันทีหลังเมื่อเด็กติดเกมไปแล้วเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

ที่มา  http://www.it24hrs.com/2014/problem-of-game/
เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2558

ประโยชน์จากการเล่นเกม


 การเล่นเกมนั้นให้ประโยชน์แก่ผู้เล่นหลายด้านด้วยกัน เช่น
ก. ทางด้านร่างกาย
1. สร้างเสริมทักษะการเคลื่อนไหวที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน
2. เป็นการพัฒนาทักษะเบื้องต้น เพื่อการฝึกกิจกรรมต่าง ๆ 
3. ได้ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี และมีการส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย
4. มีผลต่อการพัฒนาระบบอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
5. ได้พัฒนาสมองในการที่จะควบคุมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว
และตอบสนองในสภาพการณ์ต่าง ๆ
6. พัฒนาความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหวของร่างกาย
7. พัฒนากลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายให้เกิดทักษะ และเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ
8. ส่งเสริมทักษะพิเศษเฉพาะบุคคล เพื่อเป็นการนำไปใช้ในการฝึกกิจกรรม หรือการเล่น
กีฬาต่าง ๆ
 ข. ทางด้านจิตใจ
1. ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และผ่อนคลายความเคลียด
2. เกิดทัศนคติที่ดีในการเล่น หรือสามารถหากิจกรรมที่เหมาะสมให้กับตนเองและผู้อื่น
3. ส่งเสริมและสร้างเสริมคุณธรรม คติธรรม และความมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
4. ช่วยให้มีอารมณ์ร่าเริง สดชื่น แจ่มใส
5. มีจิตใจเป็นักประชาธิปไตย ยอมรับในความสามารถ และความคิดเห็นของผู้อื่นในขณะ
เดียวกันก็กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่น
 ค. ทางด้านสังคม
1. เกิดมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และเข้ากับหมู่คณะได้
2. ฝึกการเป็นผู้นำตามที่ดี และเกิดการยอมรับซึ่งกันและกัน
3. ยอมรับสภาพความแตกต่างระหว่างบุคคล
4. มีความกล้าแสดงออกอย่างเปิดเผย
5. เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มได้อย่างสง่าผ่าเผย และสามารถปรับตัวเข้ากลุ่มสังคมได้อย่างมีความสุข 
 ง. ทางด้านอารมณ์
1. อารมณ์ที่แจ่มใส ร่าเริง
2. มีความเชื่อมั่นในตัวเอง
3. รู้จักการเสียสละ ให้อภัย และไม่ถือโกรธ 



ที่มา  http://wichianthonthong.tripod.com/dataall/data5.htm
เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2558

ประเภทของเกม

     

      เกมนั้นสามารถแบ่งแยกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามลักษณะการเล่น อุปกรณ์ วิธีการเล่น หรือรูปแบบการเล่นได้ดังนี้
1. เกมเบ็ดเตล็ด (Low Organized Games)

       หมายถึง เกมง่าย ๆ ที่สามารถจัดเล่นได้ตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในชั้นเรียน หรือบริเวณสนามแคบ ๆ หรือเล่นในขณะพักผ่อน รูปแบบของการเล่นอาจจะใช้นั่งกับพื้น นั่งบนเก้าอี้ หรือนั่งเป็นวงกลม โดยมีจุดประสงค์ของการเล่นเพื่อให้การเล่นดำเนินไปสู่จุดหมายของการเล่นภายในระยะเวลาสั้น ๆ และเป็นการสร้างเสริมทักษะการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้เกิดทักษะความชำนาญและความคล่องตัว
2. เกมผาดโผน และทดสอบสมรรถภาพ (Stunt and Self-testing Activities) 
     หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถของผู้เล่นด้านความแข็งแรง สมรรถภาพทางกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดการเจริญเติบโต และยังช่วยยืดหยุ่นข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกายอีกด้วย
3. เกมเล่นเป็นนิยาย และสร้างสรรค์ (Story Play and Creative Games) 

     หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมการแสดงออกทางด้านความคิด ความจำ การเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการใช้ภาษา สมอง สามารถตอบโต้และแก้ปัญหาได้ทันต่อเหตุการณ์
4. เกมประเภทชิงที่หมายไล่จับ (Goal Games and Tag Games)

      หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมความคล่องตัว ทักษะการเคลื่อนไหวเบื้องต้นให้กับผู้เล่น โดยเน้นการพัฒนาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประสาท ตา หู มือ เท้า
5. เกมประเภทรายบุคคล และเลียนแบบ (Individual Contest and Imitative Games) 
     หมายถึง  กิจกรรมการแข่งขันประเภทหนึ่งที่ใช้ความสามารถ และสมรรถภาพทางกายของแต่ละบุคคลเป็นหลักในการแข่งขัน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เล่นรู้จักสังเกต จดจำ เกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์
6. เกมแบบหมู่ และผลัด (Mass Contest and Relay Games) 

     หมายถึง กิจกรรมการเล่นกันเป็นกลุ่ม ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้เล่นเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการสอนให้รู้จักการเข้าสังคมกับผู้อื่น เพื่อเป็นการส่งเสริมการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี รู้จักรับผิดชอบต่อตนเองและหมู่คณะจนสามารถปรับตัวเข้าร่วมกลุ่มได้อย่างสนิทสนมและเป็นกันเอง
7. เกมนันทนาการ (Recreation Games) 

     หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่มีจุดหมาย เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสามารถเล่นได้อย่างเหมาะสมกับสถานที่ โอกาส เวลาและอุปกรณ์
8. เกมพื้นบ้าน เกมประจำชาติ (Native and National Games)

      หมายถึง กิจกรรมการเล่นในท้องถิ่นที่มีการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ อันเป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมประเพณีเฉพาะถิ่น และของประเทศชาติ
9. เกมนำสู่ทักษะกีฬา (Lead-UP Games) 

      หมายถึง กิจกรรมการเล่นทั้งประเภทเป็นชุดและบุคคล ที่ใช้ทักษะสูงขึ้น เพื่อเป็นการนำไปสู่การเล่นกีฬาใหญ่ ซึ่งนิยมกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป โดยดัดแปลงกิจกรรมเหล่านั้นให้มีกฎกติกาน้อยลง สามารถเล่นได้ง่ายขึ้น และเหมาะสมกับวัยของผู้เล่น



ที่มา  http://wichianthonthong.tripod.com/dataall/data7.htm
https://www.google.co.th/search?q=ประเภทของเกม&espv=2&biw
เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2558

ความหมายของเกม

    

    เกม หมายถึง กิจกรรมทางพลศึกษาแขนงหนึ่ง ที่ว่าด้วยการเล่นที่ไม่มีกฎกติกาสลับซับซ้อนมากนัก และเป็นการเล่นที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวขั้นมูลฐาน เพื่อพัฒนาไปสู่ทักษะกีฬาประเภทอื่น ๆ
     เกม หมายถึง การเล่นด้วยความเต็มใจจนกระทั่งการแข่งขันได้สิ้นสุดลง หรือได้คะแนนตรงตามที่ต้องการ หรือจนได้รับชัยชนะ กิจกรรมนี้ไม่ใช่เหมาะสำหรับเด็กหรือเยาวชน หรือนักกีฬาเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับบุคคลทุกเพศ ทุกวัย
     เกม หมายถึง การเล่นที่มีระเบียบ มีระบบ มีกฎเกณฑ์ ทุกสิ่งมีเงื่อนไข หรือข้อตกลงร่วมกันที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ทำให้เกิดความสนุกสนาน ร่าเริง และเป็นการออกกำลังกายเพื่อพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เกิดคุณธรรม เช่น การให้อภัย เสียสละ อดทน อดกลั้น ความสามัคคี ความกล้าหาญ ไม่เห็นแก่ตัวและเป็นกิจกรรมที่เล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าการเล่นนั้นเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม
     เกม หมายถึง กิจกรรมพัฒนาการที่มีลักษณะการเล่น และการแข่งขันที่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับระหว่างผู้เล่นทั้งสองฝ่าย
เกม หมายถึง กิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน และเป็นการเล่นในที่กว้าง มีการแข่งขันเล่นเงียบ ๆ
หรือนั่งเล่นกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่ในที่ร่ม หรือกลางแจ้ง
     เกม หมายถึง กิจกรรมที่จัดเพื่อให้ได้ออกกำลังกาย และเกิดการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม
     เกม หมายถึง การเล่นเบ็ดเตล็ดตามแต่โอกาส และเวลาที่จะอำนวยให้หลังจากว่างจากงานประจำ หรือเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กได้เล่นร่วมกันในยามว่าง
     เกม ตามความหมายในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง การเล่นหรือการละเล่น เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ดังนั้น จึงใคร่ขอสรุปแนวความคิดในเรื่องความหมายของเกมไว้ดังนี้
     เกม หมายถึง กิจกรรมทางพลศึกษาแขนงหนึ่ง ที่จัดให้เด็หรือเยาวชน หรือบุคคลทั่วไปทุกเพศทุกวัย ได้ออกกำลังกายเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาทางด้านสมอง ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม โดยอยู่ภายใต้กฎกติกาที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ทำให้ผู้เล่นเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเคลียด และได้รับทักษะพื้นฐานที่สามารถพัฒนาไปสู่การฝึกกิจกรรมการออกกำลังกายอื่น ๆ ได้






ที่มา    http://wichianthonthong.tripod.com/dataall/data3.htm
เข้าถึงเมื่อ 6 มิถุนายน 2558